Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
mini review ford fiesta จากเวปเมเนเจอร์ครับ vote  

แหม ผมรอของไทยไดรเวอร์ไม่มาซะที ไปๆมาๆของเวปเมเนเจอร์ออกก่อน 555 ลองอ่านกันดูนะครับ มีทั้งข้อดีและข้อติงเหมือนกัน

ปล ขออนุญาตไม่โพสรูปนะครับ เข้าไปดูในเวปกันเองนะครับ

“ฟอร์ด เฟียสต้า”ขับสุขุม-ออปชันเหนือคู่แข่ง


โหมกระแสกันเป็นปี กว่าที่ฟอร์ดจะพร้อมขึ้นไลน์ผลิต และทำตลาดเก๋ง “เฟียสต้า ใหม่” โดยล่าสุดกำหนดวันลงโชว์รูมทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ 2 กันยายนนี้ ซึ่งใครใจถึงวางเงินจองไว้ล่วงหน้า ก็เตรียมรับรถไปขับเท่ก่อนใครได้เลย
     
      ...จริงๆแล้วฟอร์ดนำ เฟียสต้า แฮทซ์แบ็ก มาอวดโฉมครั้งแรกในไทยที่งาน“มอเตอร์เอ็กซ์โป 2009” จากนั้นเสริมรุ่นตัวถังซีดาน พร้อมจับมาจอดคู่กันใน “บางกอกฯมอเตอร์โชว์ 2010” และจนกระทั่งต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัดสินใจเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิค กับเครื่องยนต์เบนซิน 2 ขนาด คือ 1.4 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด ส่วนพิกัด1.6 ลิตร ประกบเกียร์ดูอัลคลัทซ์ 6 สปีด โดยแยกย่อยเป็น 7 รุ่น ราคา 5.29 - 6.99 แสนบาท

 รู้จักเทคโนโลยีใหม่
     
      สำหรับ “เฟียสต้า ใหม่” เป็นเจเนอเรชันที่ 6 (Mark VI) หน้าตาอาจคุ้นชินกันมาสักระยะ เพราะในยุโรปขายไปก่อนร่วม 2 ปี แถมยังทำยอดขายรวมต่อปีเป็นอันดับหนึ่ง เหนือรถมหาชน“โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ” ขณะเดียวกันถ้านับยอดขายทั่วโลก จนถึงปัจจุบันก็มีมากกว่า 1 ล้านคันแล้ว
     
      สำหรับประเทศไทย แม้เฟียสต้าจะมาช้าหน่อย แต่ฟอร์ดยืนยันว่า เป็นการ “ช้าแต่ชัวร์” เพราะหลังการเปิดตัวทำตลาดในยุโรป และมีรถวิ่งบนท้องถนนจริงมาสักระยะ ฟอร์ดได้เก็บสถิติและความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งด้านสมรรถนะ รวมถึงการใช้งานต่างๆ เรียกว่าจุดไหนด้อย หรือต้องปรับปรุง ฟอร์ดรับรู้หมดและได้นำมาแก้ไขให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น กับรุ่นที่ขายในไทย(อาเซียน) ซึ่งประกอบ ณ โรงงาน เอเอที ระยอง (นับเป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของโลกที่ได้ประกอบ เฟียสต้า มาร์ค 6)
     
      เช่นเดียวกับการรอให้ 2 เทคโนโลยี อย่างเกียร์ “ดูอัลคลัทซ์ 6 สปีด” ประกบเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ (Twin independent - Variable Camshaft Timing หรือ Ti-VCT) พัฒนาพร้อมกันไปอย่างลงตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุด แน่นอนว่าไทยเป็นประเทศแรกๆของโลกที่ได้ใช้ 2 เทคโนโลยีนี้คู่กันใน เฟียสต้า

 ในส่วนของเกียร์เทพ “ดูอัลคลัทซ์ 6 สปีด” (ฟอร์ดเรียก พาวเวอร์ชิฟท์) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดกำลังได้ต่อเนื่อง ไม่สูญเสียพลัง ส่งผลให้รถกินน้ำมันน้อยลง เมื่อเทียบกับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดทั่วไป โดยเกียร์ลูกนี้มีน้ำหนักเพียง 73 กิโลกรัม อันเป็นผลมาจากการลดความซับซ้อนต่างๆของชิ้นส่วน เช่นการเลือกใช้ คลัทช์แห้ง(แบบคู่) ส่งกำลังและแรงบิดผ่านผ้าคลัทช์ธรรมดา ซึ่งการติดตั้งคลัทช์แห้งแบบนี้ไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำมัน ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ออยล์คูลเลอร์หรือของเหลวอื่นๆ ขณะเดียวกันยังเป็นระบบปิดไม่ต้องรับการบำรุงรักษาบ่อยๆ (***ดูอัลคลัทซ์ที่ใช้ใน ฟอร์ด โฟกัส เป็นคลัทซ์เปียก)
     
      ด้านระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ การทำงานจะคล้ายๆกับ พวก “ดูอัล วีวีที-ไอ” ของโตโยต้าที่วาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดี-ไอเสีย แต่ของฟอร์ดจะใช้โซลินอยด์วาล์ว 1 ตัวต่อแคมชาร์ฟ 1 ชุด ควบคุมการทำงานผ่านกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECM) ทำให้แคมชาร์ฟ ไอดี และแคมชาร์ฟไอเสียสามารถปรับไทม์มิ่งได้อย่างอิสระ หรือควบคุมให้วาล์ว ไอดี-ไอเสีย ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์
     
      ทั้งหลายทั้งปวงทำให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ ประหยัดน้ำมัน แถมลดการปล่อยไอเสีย โดย 2 เทคโนโลยีนี้จะมีเฉพาะ เฟียสต้า เครื่องยนต์ 1.6 พาวเวอร์ชิฟท์ รุ่น เทรนด์ และสปอร์ต

ออปชันสะดวก-ปลอดภัยเพียบ
     
      ตามประสาผู้มาทีหลัง และชื่อชั้นแบรนด์เป็นรอง จึงต้องทำอะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ซึ่งเฟียสต้า อัดออปชันมาเต็มสูบ ยิ่งตัวท็อป 1.6 สปอร์ต ตัวถังซีดาน-แฮทซ์แบ็ก6.99 แสนบาท ราคาก็เทียบเท่ากับตัวท็อปของเก๋งซับคอมแพกต์ยี่ห้ออื่นๆ แต่คุณจะได้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่าง ระบบสั่งการทำงานด้วยเสียง (Voice Control) บลูทธ เชื่อมต่อโทรศัพท์
     
      ทั้งนี้ระบบ Voice Control จะให้ผู้ขับขี่สั่งงาน และโต้ตอบกับระบบเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะโทรออกหรือรับสายโทรศัพท์ สั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนสถานีวิทยุ เลือกเพลงCD MP3 หรือใช้ช่องต่อ USB กับเครื่องเล่นแบบพกพา โดยระบบกระจายเสียงจะทำงานผ่านลำโพง 6 ตัว ขณะเดียวกันยังมองเห็นการทำงานของฟังก์ชันต่างๆ ได้จากจอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้ว ที่ฝังบริเวณแดชบอร์ดหน้า
     
      ด้านความปลอดภัย ถือเป็นครั้งแรกในไทย ที่ฟอร์ดนำระบบความคุมการทรงตัว (ESP) และระบบช่วยการออกตัวขณะรถอยู่บนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) มาใช้ในเก๋งระดับซับคอมแพกต์ โดยจะมีในรุ่น 1.6 เทรนด์ และสปอร์ต ส่วนออปชันที่จัดเป็นมาตรฐานทุกรุ่น ไล่ตั้งแต่ เบรกABS ระบบกระจายแรงเบรกEBD ถุงลมนิรภัยด้านคนขับ ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลา ไฟตัดหมอกหลัง

อเนกประสงค์รอบคัน
     
      เริ่มตั้งแต่การเข้าไปนั่งตำแหน่งคนขับ โดยผู้เขียนชอบการปรับเบาะนั่งที่สามารถกดระดับให้ต่ำเตี้ยได้สุดๆ (มาสด้า 2 ทำไม่ได้แบบนี้) การเลื่อนระยะเดินหน้าถอยหลัง มีที่ดึงอยู่ด้านล่างทางซ้ายของเบาะ สามารถโยกขยับได้คล่องแคล่ว ส่วนพนักพิงแม้ยังเป็นแบบหมุนแต่ก็ปรับให้เข้ากับสรีระได้ง่าย
     
      อย่างไรก็ตามพนักพิงที่มีปีกโอบให้กระชับสรีระดันเบียดหลังไปนิด คนตัวใหญ่อาจจะรู้สึกอึดอัด ส่วนวัสดุหุ้มเบาะมีเพียงรุ่นท็อปของตัวถังซีดานที่เป็นหนัง นอกนั้นเป็นผ้าทั้งหมด
     
      ในส่วนของเบาะผู้โดยสารแถวสอง นั่งไปสักพักจะรู้สึกว่า ชันหลังไปนิด ระยะช่วงขา(Leg room) เหลือน้อย ตรงนี้พอๆกับ มาสด้า 2 ขณะที่ระยะห่างช่วงหัว (Head room) เหลือพอประมาณ เรียกว่าถ้าทั้งคันนั่งกันไป 5 คน น่าจะเบียดพอสมควร
     
      แต่กระนั้นถ้าคุณไม่เน้นนั่ง แต่ชอบบรรทุกของก็สบายใจได้เพราะ ทั้งรุ่นซีดาน-แฮทซ์แบ็ก สามารถพับเบาะหลังลงแบบ 60:40 แม้จะไม่ราบเรียบเป็นพื้นเดียวกัน แต่ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเก็บสำภาระด้านหลังได้อีกโข
     
      วัสดุและการประกอบภายในห้องโดยสารรวมๆถือว่าเยี่ยมครับ โดดเด่นกับแผงแดชบอร์ดหน้า แยกปุ่มสั่งงานต่างๆให้ใช้งานง่ายแถมดูไม่รกตา (มองไปคล้ายๆโทรศัพท์มือถือไฮโซ เวอร์ทู) กรอบหน้าปัด พวงมาลัย คันเกียร์ ออกแบบทันสมัย
     
      นอกจากนี้ยังอเนกประสงค์จาก ช่องเก็บของ(บัตร)ต่างๆรอบคัน ที่สำคัญมีช่องขวดน้ำเพียบ ยิ่งข้างประตูใส่ขวดขนาด 1.5 ลิตรได้ด้วย ตรงนี้ถือว่าฟอร์ดทำการบ้านและใส่ใจลูกค้าชาวไทยดีทีเดียว ผิดกับบางค่ายพยายามมองข้ามไปเพราะมันเป็นต้นทุนทั้งนั้น

สมรรถนะสุขุม
     
      ฟอร์ด รุกประชาสัมพันธ์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (2 ก.ย.) ด้วยการจัดทริปให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ เฟียสต้า ใหม่ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้ถนนนอกเมือง ภูเก็ต-พังงา ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร
     
      ...ช่วงแรกผู้เขียนมีโอกาสได้ลอง รุ่น 1.4 สไตล์ เกียร์อัตโนมัติ ตัวถังซีดาน ซึ่งก่อนการขับจริงก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก กับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แต่หลังจากสัมผัสตัวตนที่แท้จริง พบว่าการออกตัวไม่อืด จังหวะเร่งความเร็วมีคิกด์ดาวช่วยบ่อยครั้ง พอถึงความเร็วปลายไหลไปได้ยาวๆ
     
      ด้านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด สามารถปรับโยกแบบแมนวลชิฟท์ได้ แต่ก็อย่าเล่นเลยครับ เพราะมันไม่ได้สนุกมือเท่าไหร่ เรียกว่าปล่อยให้เขาทำงานของเขาไปนั่นแหละดีแล้ว ขณะเดียวกันการส่งกำลังจะรับรู้ถึงอาการดึง และการกระชากเล็กน้อย
     
      ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเล็กกันโคลง หลังเป็นคานแข็ง ของเฟียสต้ารุ่น 1.4 เซ็ทมาค่อนข้างนุ่ม แต่ไม่ถึงกับยวบย้อย การถ่ายเทน้ำหนักยอดเยี่ยม พวงมาลัยไฟฟ้าเบามือตามสภาพแต่การบังคับเฉียบคม ขณะที่การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร น่าจะดีที่สุดในบรรดาเก๋งซับคอมแพกต์ในท้องตลาด
     
      ...หลังขับรุ่น 1.4 มาครึ่งทาง ก็ถึงคิวได้ลองตัวท็อป 1.6 สปอร์ต ดูอัลคลัทซ์ ตัวถังแฮทซ์แบ็ก คราวนี้สัมผัสต่างๆ ดูเฟิร์มแน่นกว่าเดิม น้ำหนักพวงมาลัยหน่วงขึ้นเล็กน้อย อาจเพราะใช้ยางใหญ่ขึ้นเป็น 195/50R16 (รุ่น1.4 ใช้ 185/55 R15) ด้านช่วงล่างในรุ่นท็อปเซ็ทแข็งกว่ารุ่นอื่นๆ อย่างทางตรงขับเกิน 140 กม./ชม.ตัวรถทรงตัวนิ่ง หรือเข้าโค้ง 120 กม./ชม. ยังให้ความมั่นใจ
     
      ขุมพลัง1.6 ลิตร Ti-VCT ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด151 นิวตันเมตรที่ 4,050 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัทซ์ 6 สปีด ถ้าเทียบกับรุ่น 1.4 การขับขี่แตกต่างเห็นได้ชัด หรือถ้าเทียบกับคู่แข่งวางเครื่อง1.5 ลิตร (109 หรือ 120 แรงม้า )ต้องบอกว่า เฟียสต้า 1.6 ขับได้เนียนกว่า
     
      ความเนียนที่ว่า มาจากเกียร์เทพที่ดึงม้าแต่ละตัวลงสู่ล้อหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รอบเครื่องยนต์สวิงน้อย ทำให้การขับขี่ไหลลื่น จนแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์ ขณะเดียวกันช่วงเกียร์ต่ำ ฟอร์ดเซ็ทอัตราทดไว้จัด เพื่อความกระฉับกระเฉงในการออกตัว ส่วนเกียร์ 6 ก็ทดให้ต่ำลงมาหน่อย ดังนั้นเราจึงเห็นความเร็วระดับ 100 กม./ชม. (ที่เกียร์สูงสุด) รอบต่ำอยู่แถวๆ 2,000 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ไม่ทำงานหนัก จึงประหยัดน้ำมันมากขึ้น
     
      อย่างไรก็ตามในโลกของรถยนต์ ต้องมีได้อย่างเสียอย่าง เช่นกันกับ ฟอร์ด เฟียสต้า ที่เครื่องยนต์ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังได้อย่างลงตัว การตอบสนองแรงกดเท้าขวาทำได้ดีเยี่ยม แต่ทุกอย่างดูเหมือนนิ่มนวล และเนี้ยบ จนขาดความเร้าใจลงไป ซึ่งตรงนี้อาจเป็นความหวังส่วนตัวของผู้เขียนเอง ที่คาดว่าจะได้สัมผัสในรุ่นท็อป(สปอร์ต)
     
      สำหรับอัตราบริโภคน้ำมัน ฟอร์ดเคลมว่ารุ่น 1.6 ดูอัลคลัทซ์ จะประหยัดกว่ารุ่น 1.4 เกียร์อัตโนมัติ ประมาณ 10-20% ส่วนการขับจริงของผู้เขียนนั้นได้ตัวเลขมาจากมาตรวัดอัจฉริยะรุ่น 1.6 โดยแบ่งเป็นสองช่วงคือ ช่วงแรกขับโหดๆ (เหยียบกระจาย) ทำได้ 12.5 กม./ลิตร ส่วนการขับนิ่งๆ ความเร็วเฉลี่ย 100-110 กม./ชม. แสดงผล14 - 15 กม./ลิตร (***การแสดงอัตราบริโภคน้ำมันของเฟียสต้า จะเป็น ลิตร/ 100 กม. ***ในรุ่น 1.4 ไม่มีมาตรวัดอัจฉริยะ)
     
      รวบรัดตัดความ... “เฟียสต้า” มาทีหลัง แต่เก็บงานละเอียด พร้อมออปชันหลากหลาย สำหรับรุ่น1.4 เกียร์อัตโนมัติ การขับไม่ขี้เหร่ ส่วนรุ่น 1.6 ดูอัลคลัทซ์ บุคคลิกสุขุม ช่วงล่างดี คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่าย สมเป็นรถแห่งความหวัง ที่จะมาเปิดศักราชแห่งความสำเร็จ ของฟอร์ด ประเทศไทย นับแต่นี้ไป


เครดิต  http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000116886

จากคุณ : gdhsatanic
เขียนเมื่อ : 23 ส.ค. 53 09:23:30





[ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่] [กติกามารยาท] [Help & FAQ]       
 
ความคิดเห็น :
  PANTIP Toys
จัดรูปแบบ :
ไฟล์ประกอบ :
  Help
ชื่อ :
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com